ความรู้เกี่ยวกับพื้นบ้านและวัสดุปูพื้น

1. ประเภทของพื้น
พื้นโครงสร้างไม้
มีข้อดีคือ น้ำหนักเบา ติดตั้งได้สะดวก รวดเร็ว เป็น งานแห้ง ไม่เลอะเทอะ
แต่มีข้อเสียคือรับน้ำหนักไม่ได้มาก มีเสียงดัง กันน้ำไม่ได้ และในปัจจุบันไม้ที่ดีหายากและราคาค่อนข้างแพง

พื้นโครงสร้างคอนกรีต

มีข้อดี คือ มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ดี กันน้ำได้ เหมาะสำหรับทำห้องน้ำหรือชั้นดาดฟ้า วัสดุที่ใช้ปูผิวมีให้เลือก มาก เช่น ปาร์เก้ กระเบื้องเคลือบ หินอ่อน แกรนิต
ข้อเสีย คือ เป็นงานเปียก เลอะเทอะง่าย ค่อนข้างยุ่งยากในการก่อสร้าง ต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ ใช้เวลานานจึงจะใช้งานได้ต้องมีระยะเวลาบ่มคอนกรีต มีน้ำหนักมาก

พื้นสำเร็จรูป พื้นสำเร็จรูป คือ แผ่นพื้นคอนกรีตที่หล่อมาจากโรงงานแล้วมาวางตามสถานที่ก่อสร้าง

ได้เลย หลังจากนั้นก็วางเหล็กเสริมด้านบนโดยมีเหล็กยื่นเข้าไปในคานด้วย แล้วจึงเทปูนทับหน้าอีกทีหนึ่ง
หนาประมาณ 5 > ซม. มีผลดี คือ สามารถก่อสร้างได้สะดวก รวดเร็ว แต่ ห้ามใช้ในพื้นที่ที่โดนน้ำเช่น ห้องน้ำ ระเบียงชั้นดาดฟ้า ควรใช้พื้นที่หล่อกับที่
ข้อควรระวัง การออกแบบโครงสร้างที่รับพื้นสำเร็จรูปกับพื้นหล่อกับที่ต่างกัน ห้ามเปลี่ยนแปลงเองนอกจาก จะแจ้งให้วิศวกรแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างให้ก่อน

พื้นถนนคอนกรีต

ข้อดี มีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาก ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยแตกร้าว
ข้อเสีย ดูแข็งกระด้าง สีไม่สวยงาม การก่อสร้างค่อนข้างยุ่งยาก เป็นงานเปียก ถ้าแตกร้าวซ่อมแซมได้ยาก

พื้นถนนอิฐบล็อค

ข้อดี มีสีสันลวดลายให้เลือกมากมาย การติดตั้งง่ายและสะดวก ถ้าเกิดการแตกหักหรือการทรุดตัวสามารถแก้ ไขได้ง่าย
ข้อเสีย เกิดการทรุดตัวได้ง่าย รับน้ำหนักได้น้อยกว่าอาจเกิดการแตกหักได้ง่าย การดูแลรักษายากกว่า เพราะมีร่องและรอยต่อมาก


2. ประเภทของวัสดุปูพื้น


พื้นปาร์เก้

ข้อดี คือ ให้ความสวยงาม อบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติ ราคาไม่แพงมาก ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของไม้ที่ใช้มีอายุ การใช้งานได้นาน
ข้อเสีย คือ เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ติดไฟ ไม่สามารถ ทนความชื้นได้นาน มีปัญหาเรื่องปลวก

พื้นกระเบื้องเคลือบ
ข้อดี คือ มีความแข็งแรง มีแบบและสีสันให้เลือก มากมาย ราคาไม่แพง ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสีย คือ มีรอยต่อของแผ่นมาก ดูแข็งกระด้าง ไม่นิ่มนวล จะลื่นเมื่อโดนน้ำ และถ้าโดนของแข็งหล่นทับ อาจแตกร้าวได้


พื้นหินขัด

ข้อดี ดูแลรักษาง่าย ราคาไม่แพง มีลูกเล่น สามารถ ออกแบบให้มีลวดลาย และสีสันได้มาก ไม่มีรอยต่อ
ข้อเสีย ดูแข็งกระด้าง จะลื่นเมื่อเวลาโดนน้ำ การทำค่อนข้างยุ่งยาก เป็นงานเปียก ทำให้เลอะเทอะ เวลาแตกร้าว ซ่อมแซมยาก

พื้นกระเบื้องยาง

ข้อดี ราคาถูก ติดตั้งง่าย มีสีสันและขนาดให้เลือก มากผิวดูนุ่มนวลไม่แข็งกระด้าง ซ่อมแซมง่าย
ข้อเสีย มีรอยต่อมาก อายุการใช้งานไม่นาน ดูไม่ภูมิฐาน ผิวอ่อนจะมีรอยขูดขีดได้ง่าย ถ้าพื้นคอนกรีตไม่เรียบเวลา ปูเสร็จแล้วจะดูเป็นคลื่นไม่สวยงาม

หินอ่อน

ข้อดี ดูสวยงามภูมิฐาน มีสีสันให้เลือกมากมาย ดู แลเป็นธรรมชาติ กันน้ำได้ดี ไม่ผุกร่อน มีรอยต่อน้อย
ข้อเสีย ใช้ได้เฉพาะภายในบ้าน และควรอยู่ในส่วน ที่ไม่โดนรอยขีดข่วน มีผิวอ่อน บางชนิดมีราคาแพง

หินแกรนิต

ข้อดี มีความแข็งแกร่ง ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดี ใช้ ได้ทั้งภายนอก และภายใน ดูแลรักษาง่าย มีความหรูหรา น่าภูมิฐาน
ข้อเสีย มีราคาค่อนข้างแพง ทำเป็นลวดลายค่อนข้าง ยาก เพราะมีความแข็ง มีสีสันให้เลือกน้อย

3. การติดตั้งวัสดุปูพื้น
การปูพื้นไม้ปาร์เก้
ไม้ที่นิยมนำมาใช้ปูพื้นส่วนใหญ่จะเป็นไม้สัก เพราะ มีคุณสมบัติ บิดงอน้อย ไม่มีปลวก และมอด มีสีสันลวดลาย สวยงาม ขนาดที่นิยมก็คือ 1 x 4 นิ้ว หรือ
1 x 6 นิ้ว ส่วน ความยาวประะมาณ 80 – 120 ซม. พื้นที่จะปูต้องขัดมันเรียบ
การปูเริ่มจากการคัดไม้ที่มีตาออกแล้ววางเรียงแผ่น ไม้ทากาว วางเข้าลิ้น แล้วยึดแผ่นไม้กับพื้นคอนกรีตด้วยตะปู เพื่อรอให้กาวแห้ง เมื่อกาวแห้งจึงตัด หัวตะปู หรือฝังหัวลงไป เพื่อเตรียมการขัดผิวไม้ ซึ่งอย่างน้อยต้องรอประมาณ 5-7 วัน เมื่อขัดผิวไม้จนเรียบแล้วจึงย้อมสีไม้ให้ได้สีตามต้องการ หลั จากนั้น จึงลงยูรีเทนเคลือบผิวอย่างน้อย 2 ครั้ง เป็นขั้นตอน สุดท้าย

การปูหินอ่อน และหินแกรนิต

พื้นที่จะปูต้องได้ระดับก่อน และต้องทำให้พื้นห้องที่ จะปูให้มีผิวหน้าหยาบ และขรุขระ ต่อจากนั้นก็ราดน้ำให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ 48 ชั่วโมงจากนั้นก็เทปูนทราย ที่ไม่เหลวจนเกินไปรองพื้นก่อน แล้วจึงปูหินอ่อน หรือแกรนิตลงไปให้ได้แนว และกดหินให้ ติดแน่นกับปูน เพื่อให้ได้ระดับที่เสมอกันทุกแผ่น

การปูพื้นอิฐบล็อค
ขั้นแรก ต้องปรับพื้นให้ได้ระดับเสียก่อน ต้องเผื่อ ระดับความสูงของตัวบล็อคด้วยรองพื้นด้วยทรายหยาบหนาประมาณ 5 ซม.ราดน้ำแล้ว บดอัดให้แน่น ปูบล็อคให้ชิดกันห่างประมาณ 2 มม. ใช้ฆ้อนยางเคาะให้แน่นแล้วใส่ทรายลงไปในร่อง กวาดให้ทั่วทิ้งไว้ 7 วันแล้วจึงใช้งานและถ้าใช้ไปได้ระยะหนึ่ง เกิดการทรุดตัวก็สามารถรื้อออกมาเพื่อปรับระดับใหม่ได้

การเลือกกระเบื้องห้องน้ำ
ก่อนอื่นต้องเลือกกระเบื้องให้ถูกชนิดก่อน อย่าลืม ว่าชนิดปูพื้นจะหนากว่าปูผนัง และไม่ควรผิวลื่นจนเกินไป เพราะเมื่อโดนน้ำจะเกิดอุบัติเหตุได้ ขนาดและยี่ห้อของกระเบื้องพื้นและผนังควรจะเหมือนกัน เพราะเวลาปูแล้วรอย ต่อจะตรงกันไม่น่าเกลียด ส่วนสีสันก็แล้วแต่ชอบ ถ้าห้องเล็ก ก็ควรใช้สีใกล้เคียงกัน และอย่าให้มีลวดลายมาก จะทำให้ ดูห้องใหญ่ขึ้น เมื่อปูเสร็จแล้วควรเก็บชนิดกระเบื้องไว้จำนวนหนึ่ เพื่อซ่อมแซมในอนาคต เพราะเมื่อถึงเวลานั้นขนาด และสีที่เลือกอาจจะไม่ได้ผลิตแล้วก็ได้

4. ปัญหาและการซ่อมแซมวัสดุปูพื้น

ปัญหาพื้นคอนกรีตแตกร้าว
สาเหตุที่พื้นแตกร้าวก็คือ เกิดจากการบดอัดดินในบริเวณที่จะเทคอนกรีตไม่แน่นพอจึงเกิดการทรุดตัว ทำให้รอยต่อ ระหว่างพื้นกับผนังแตกร้าวอีกกรณีหนึ่งก็คือพื้นบางเกินไปควรจะเทหนาอย่างน้อย 5 ซม.และต้องไม่ลืมใส่เหล็ก ตะแกรงด้วย ส่วนผสมคอนกรีตก็มีความสำคัญ อัตราส่วนของปูน ทรายและหินก็คือ 1 : 2 : 4
การซ่อมกระเบื้องห้องน้ำ

ต้องสกัดปูนเก่าที่ใช้ปูกระเบื้องเดิมออกให้หมดปัดฝุ่นออกแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้จนเกือบแห้ง แล้วใช้ปูนซีเมนต์ขาว ผสมน้ำให้ข้นเหนียวปาดใส่เข้าไปให้เสมอ กับผิวเดิมนำแผ่นกระเบื้องใหม่ มาใส่ปูนซีเมนต์ด้านหลังแล้วกดลงไปใน ส่วนที่ชำรุดเดิม เคาะผิวบนเบาๆ เพื่อให้เสมอกับแนวกระเบื้องเดิมทิ้งไว้ 1 – 2 วันก็สามารถใช้งานได้

การซ่อมกระเบื้องยาง

กระเบื้องยางที่โดนน้ำหรือความชื้นบ่อยๆ ก็จะหลุด ล่อนได้ วิธีแก้ไขคือ ใช้เตารีดลงบนแผ่นกระเบื้องที่บิดงอ โดยใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์รองระหว่างเตารีดกับแผ่นกระเบื้องเมื่อหายงอแล้วก็ใช้กาวที่ใช้สำหรับติดกระเบื้องยาง โดยเฉพาะทาบนพื้นแล้วกดกระเบื้องยางให้สนิท ใช้ผ้าแห้งเช็ดกาวส่วนที่เลอะออก หาของมาทับ ทิ้งไว้จนกว่าจะแห้ง หลังจากนั้นก็สามารถใช้งานได้

ขอบคุณข้อมูลจาก http://siamfibrecement.com

ความรู้เกี่ยวกับ โครงสร้าง ฐานราก และเสาเข็ม

ฐานราก คือ ส่วนที่ติดกับหัวเสาเข็ม โดยการหล่อให้เป็นตอม่อเพื่อรับโครงสร้างของบ้าน ส่วนนี้สำคัญมากควรทำตามแบบวิศวกร ไม่ควรตัดลดเพราะเมื่อมีปัญหาจะแก้ยากมากเพราะอยู่ใต้ดิน

เข็ม คือ ส่วนที่รับน้ำหนักอยู่ใต้สุดของตัวบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือเข็มตอก กับ เข็มเจาะ

  • เข็มตอก มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม หรือรูปตัวไอ วิธีการตอกก็คือ ตอกลงไปด้วยกำลังคนหรือปั้นจั่น
    ก็ได้จนสุดความยาวของเข็ม
  • เข็มเจาะ คือ การเจาะดินลงไปก่อนแล้วหย่อนแม่แบบ เหล็กลงไปใส่เหล็กเสริมแล้วจึงเทคอนกรีตตามลงไป ในหลุม
  • เข็มเจาะจะมีราคาสูงกว่าเข็มตอก แต่จะทำให้บ้านข้างเคียงไม่เดือดร้อนเพราะไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนเหมือน เข็มตอก เหมาะสำหรับบ้านที่ปลูกติดกัน

ชนิดของปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • ปูนชนิดที่หนึ่ง เป็นปูนที่มีความแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะดีใช้สำหรับทำโครงสร้างที่ต้องการรับน้ำหนัก คือ ปูน Portland Cement เช่นปูนตราดอกจิก ตราช้าง จะมีราคาแพงกว่า
  • ปูนชนิดที่สอง จะมีความแข็งแรงน้อยกว่า เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความปราณีต เรียบร้อย เช่น งานฉาบปูน หรืองานก่อ ซึ่งการรับน้ำหนัก และการยึดเกาะจะสู้แบบแรก ไม่ได้ คือ ปูน Silica Cement เช่น ปูนตรางูเห่า ตราเสือ จะมีราคาถูกกว่า การใช้งานต้องใช้ให้ถูกประเภทของงาน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในการรับน้ำหนักหรือการ แตกร้าวได้ซึ่งจะมีอันตรายมาก
ส่วนผสมของคอนกรีต สัดส่วนของคอนกรีต จะมีสัดส่วนปูนซีเมนต์ต่อทราย ต่อหิน ดังนี้
สัดส่วน 1 : 1.5 : 3 จะเป็นงานเสาและโครงสร้าง
สัดส่วน 1 : 2 : 4 จะเป็นงานพื้น , คาน
สัดส่วน 1 : 2.5 : 4 จะเป็นงานถนน ฐานราก
ปูนซีเมนต์ที่ใช้จะต้องถูกต้องตามชนิดของการใช้งาน ทรายและหินต้องสะอาด ขนาดได้ตามที่ต้องการ
การตวงวัสดุควรใช้กะบะตวงที่ได้มาตรฐานแทนการใช้บุงกี๋ซึ่งไม่แน่นอน

การเทคอนกรีตอย่างถูกวิธี
ก่อนเทควรทำให้พื้นที่ที่จะเทชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่มาดูดน้ำจากคอนกรีต ควรเทในขณะที่คอนกรีตยังไม่แข็งตัว เมื่อเทแล้วจะต้องไม่ให้เกิดช่องว่างหรือเป็นโพรง คือต้องเข้าไปทุกซอกทุกมุม เพื่อให้หุ้มเหล็กที่เสริ อยู่โดยตลอด วิธีการจะทำโดยการกระทุ้งด้วยมือหรือจะใช้เครื่องสั่นคอนกรีตก็ได้วิธีการนี้จะทำให้โครงสร้างมีกำลังรับน้ำหนัก ได้เต็มที่ และมีผิวสวยงามอีกด้วย

การหล่อโครงสร้างบ้านที่ติดกับดิน
โดยทั่วไปแล้วผู้รับเหมา มักจะใช้ดินหรือทรายใต้ ท้องคานเป็นแบบที่ใช้หล่อเลย ซึ่งจะทำให้คอนกรีตที่เท ลงไปนั้น จะไม่สามารถหุ้มเหล็กโครงสร้างได้ทั้งหมด ทำให้ ไม่สามารถรับแรงได้เท่าที่ควร
วิธีที่ถูกต้อง ควรจะเทคอนกรีตหยาบทับหน้าดินหรือ ทราย เพื่อเป็นท้องแบบก่อนจะดีกว่า แล้วใช้ลูกปูนหนุนเหล็ก เพื่อให้ปูนสามารถหุ้มเหล็กได้ทั้งหมด ด้วยวิธีนี้จะได้โครงสร้าง ที่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://siamfibrecement.com

 

ความรู้เรื่องกฏหมายกับการปลูกสร้างบ้าน

วิธีการตรวจสอบที่ดินก่อนการซื้อ ก่อนการซื้อจะต้องตรวจสอบดังนี้
1. ตรวจหลังโฉนด ชื่อเจ้าของ ติดจำนองหรือไม่
2. ทางเข้าออกถ้าติดทางสาธารณะไม่มีปัญหา แต่ถ้าติดที่ดินเอกชนเราได้รับภาระจำยอมหรือไม่
3. สำนักโยธาที่กทม.หรือฝ่ายโยธาที่เขต (ที่ดินของจังหวัดนั้น) ห้ามก่อสร้างประเภทอาคารอะไรบ้าง
4. การทางพิเศษอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่
5. กรมการบินพาณิชย์ อยู่ในเขตวิทยุสื่อสารการบิน หรือไม่
6. การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือส่วนภูมิภาค อยู่ในแนว เดินสายไฟแรงสูงหรือไม่
7. กรมทางหลวง อยู่ในบริเวณโครงการตัดถนนหรือไม่

วิธีการขออนุญาตปลูก “บ้าน”
ก่อนอื่นต้องมีสถาปนิกและวิศวกรทำการออกแบบ และเขียนแบบให้ จากนั้นไปขอเอกสารการ ยื่นขออนุญาต จากทางเทศบาล แล้วนำมากรอกให้ครบถ้วน ประกอบด้วย
1. กรอกคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร ข.1)
2. แบบแปลนแผนผัง จำนวน 5 ชุด
3. หนังสือรับรองว่าเป็นผู้ออกแบบ สถาปนิก และ วิศวกร พร้อมสำเนาใบอนุญาต
4. สำเนาโฉนดที่ดินที่จะก่อสร้าง
5. สำเนาบัตรประชาชน หรือทะเบียนบ้านเจ้าของอาคาร ในกรณีเป็นนิติบุคคลใช้หนังสือ
รับรองการจดทะเบียน จากนั้นนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อเทศบาล ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ภายใน 45 วัน ต้องได้รับแจ้งว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ ถ้าไม่อนุญาตจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง เมื่อแก้ไขแล้ ก็ควรจะได้รับ อนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมตารางเมตรละไม่เกิน 4 บาท

 

ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม รื้อถอน

การก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม ถ้าอยู่ในเขตเทศบาล ต้องขออนุญาตกับนายช่างโยธาในแต่ละท้องถิ่น ถ้า เป็นอาคารใหญ่ก็ต้องติดต่อที่จังหวัด ส่วนการรื้อถอนถ้าอาคารสูงเกิน 15 เมตร และห่างจากอาคารอื่นน้อยกว่า 2 เมตร ก็ต้องขออนุญาตรื้อถอนเช่นกัน แต่ถ้าทั้งหมดที่ว่านี้อยู่นอกเขตเทศบาลก็ไม่ต้องขออนุญาตใดๆทั้งสิ้น

 

วิธีการเริ่มต้นที่จะสร้าง “บ้าน”
ติดต่อกับบริษัทที่รับสร้างบ้านต่างๆดูผลงานของบริษัทจากสถานที่จริงเพื่อคุณภาพของงาน
ดูแบบที่มีให้ถูกใจ และถูกต้องกับความต้องการหรือติดต่อกับสมาคมสถาปนิกสยาม เพื่อให้คำแนะนำ สถาปนิก หรือตระเวณดูบ้านที่คุณพอใจแล้วถามเจ้าของบ้านว่าสถาปนิกเป็นใครแล้วก็ติดต่อเอง

 

อัตราค่าออกแบบ “บ้าน”
อัตราค่าออกแบบเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งกำหนดโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีหลาย ประเภทด้วยกัน แต่จะเน้นประเภทบ้านพักอาศัยกับการตกแต่งภายในเท่านั้นบ้านพักอาศัยถ้างบประมาณก่อสร้าง ไม่เกิน 10 ล้าน จะคิดค่าออกแบบ 7.5 % ของงบประมาณการตกแต่งภายใน ถ้างบประมาณก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้าน จะคิดค่าออกแบบ 10 % ของงบประมาณ ถ้างบประมาณมากกว่านี้ สัดส่วนของค่าออกแบบ ทั้ง 2 ชนิดจะลดลง

 

วิธีการแบ่งงานของสถาปนิกและมัณฑนากร
งานของสถาปนิกก็คือการออกแบบตัวบ้าน เพื่อครอบคลุมห้องต่างๆให้กลมกลืนและมีความงาม ต่อเนื่องกันพร้อมทั้งสามารถป้องกันแดด ฝน รวมถึงการรับลมตามธรรมชาติด้วย

งานของมัณฑนากรก็คือการออกแบบตกแต่งภายในรวมถึงรายละเอียดของผนัง พื้น ฝ้าเพดาน พร้อมทั้ง เฟอร์นิเจอร์ และส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยที่สถาปนิก ออกแบบไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาปนิกกับมัฑนากรจะต้องออกแบบไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุด รวมถึงความงามที่ต่อเนื่องระหว่างภายใน และภายนอกบ้าน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://siamfibrecement.com

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.